Youtube Autovision and Travel
HomeAuto NewsAutomotiveMoto BikeTravelLifestyleGalleryE-MagContact Us

No Title




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 

เมนู

     

    หรูหรา ประหยัดและคุ้มค่า

    หรูหรา ประหยัดและคุ้มค่า


    ขอย้อนไปเมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2552 เราได้มีโอกาสทำความรู้จักกับ “คัมรี่ ไฮบริด” ซึ่งถือเป็นรถยนต์ไฮบริดพลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกที่ผลิตในเมืองไทย ซึ่งทางค่ายโตโยต้าเองก็ได้วางแผนสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องให้ผู้บริโภคชาวไทยอย่างต่อเนื่องว่า ระบบไฮบริดที่เป็นการประสานระหว่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้าคืออะไร ตลอดจนข้อดีต่างๆ ทั้งสมรรถนะ การประหยัดน้ำมัน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ทำตลาด มีคำถามมากมายจากผู้บริโภคชาวไทยว่า “จะซื้อคัมรี่ ไฮบริดดีหรือเปล่า"  “ราคาแบตเตอรี่และค่าดูแลรักษาเป็นอย่างไร” ตลอดจนความคุ้มค่าเมื่อเทียบคู่แข่งในคลาสเดียวกัน แต่ถึงแม้ว่าจะมีคำถามมากมายสุดท้าย คัมรี่ ไฮบริด” โฉมเก่าก็ยังสามารถโกยยอดขายไป 25,000 คัน สบายๆ



    มาถึง “คัมรี่ โฉมใหม่” รุ่นนี้ถือเป็นคัมรี่เจเนอเรชันที่ 5 ของเมืองไทย แต่เป็นเจเนอเรชันที่ 7 ในตลาดโลก โตโยต้าจัดการเปิดตัวพร้อมกันทั้งรุ่นไฮบริด และรุ่นเครื่องยนต์ปกติ 2.0 ลิตร และ 2.5 ลิตร โดยรุ่นเครื่องยนต์ 2.5 มีรถส่งมอบทันทีปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ส่วนรุ่นไฮบริดเพิ่งขึ้นไลน์ผลิตหลังสงกรานต์ จึงมีรถพร้อมส่งมอบตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา สำหรับ “คัมรี่ ไฮบริด ใหม่” จะมีรูปลักษณ์หน้าตาที่ดูแตกต่างจากตัวเครื่องยนต์ธรรมดาเล็กน้อย เริ่มจากกระจังหน้าที่เป็นแบบโครเมี่ยม รายละเอียดภายในโคมไฟ กันชนหน้าและเบ้าของไฟตัดหมอก รวมถึงโลโก้โตโยต้าทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทั้งหมดนี้จะถูกรองด้วยพื้นสีฟ้าเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นไฮบริด ส่วนด้านท้ายใช้กรอบโคมไฟ ตลอดจนเส้นสายรายละเอียดไม่ต่างกัน แต่รุ่นไฮบริดจะมีการติดสัญลักษณ์HYBRID (มีอยู่ข้างตัวรถด้วย) และ HYBRID SYNERGY DRIVE ทั้งยังโดดเด่นกับล้ออัลลอยด์ขนาด 17 นิ้ว ประกบยาง 215/55 R17 (รุ่น2.5และ2.0 ใช้ 16 นิ้ว)



    มาต่อกันที่ภายในของ“คัมรี่ ไฮบริด ใหม่” มีการจัดวางองค์ประกอบต่างๆ คล้ายกัน แต่ที่เห็นได้ชัดคือรุ่นไฮบริดจะใช้ลายไม่สีเข้ม หวังเพิ่มความสปอร์ตขึ้นมาอีกนิด แต่กระนั้นก็จะเน้นอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นระบบกุญแจอัจฉริยะ Smart Entry และ Push Start ขณะที่เบาะนั่งแบบ Seat Ventilator จะมีพัดลมส่งผ่านลมจากภายใต้เบาะและพนักพิง เพื่อลดความอับชื้นบริเวณแผ่นหลังและขา พวงมาลัยจะเป็นแบบมัลติฟังก์ชั่นออกแบบใหม่ ฝังปุ่มควบคุมการทำงานของเครื่องเสียง จอแสดงข้อมูลรวม ระบบเชื่อมต่อBluetooth พร้อมหน้าจอทัชสกรีนขนาด 7 นิ้ว ที่ทำงานร่วมกับระบบนำทาง และยังจัดมาให้อย่างเต็มที่กับลำโพง JBL มากถึง10 ตัว และพิเศษสำหรับผู้โดยสารด้านหลังเบาะนั่งสามารถปรับเอนองศาได้เล็กน้อย ทั้งยังมีปุ่มควบคุมเครื่องเสียง ระบบปรับอากาศ ม่านไฟฟ้าด้านหลัง ซึ่งติดตั้งมาให้บนที่วางแขนเพื่อเพิ่มความสบายในแบบที่เลือกได้เอง ซึ่งตรงจุดนี้ “คัมรี่ ไฮบริด ใหม่” เอาใจผู้โดยสารด้านหลังเป็นพิเศษครับ เพราะการเข้า-ออกภายในห้องโดยสารด้านหลังยังสะดวกสบาย ด้วยช่องประตูกว้าง จากการลองนั่งบอกตรงๆ ว่าอุปกรณ์และการวางโครงสร้างต่างๆ สมบูรณ์ พื้นที่ในห้องโดยสารกว้างขวาง บวกกับการเก็บเสียงรบกวนจากภายนอกก็จัดการได้อย่างยอดเยี่ยม





    ในส่วนของสมรรถณะ “คัมรี่ ไฮบริดใหม่” รุ่นนี้หันมาใช้เครื่องยนต์ 2.5 ลิตร (เดิม 2.4 ลิตร) ที่เป็นเครื่องยนต์ Atkinson Cycle 2AR-FXE DOHC 16 วาล์ว VVT-i ขนาด 2,494 ซีซี. ให้กำลังสูงสุด 160 แรงม้า ที่ 5,700 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 213 นิวตันเมตร ที่ 4,500 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้แรงดันไฟฟ้าสูงสุด 650 โวลต์ กำลังสูงสุด 148 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตรที่ 0 - 1,500 รอบต่อนาที ซึ่งถ้าทั้ง 2 ระบบทำงานร่วมกันจะให้กำลังสูงสุดรวม 205 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ E-CVT



    สำหรับความรู้สึกในการขับขี่จังหวะกดคันเร่งออกตัวแม้จะไม่ได้รู้สึกแตกต่างจากรุ่นเดิม เพราะยังเป็นกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าทำหน้าที่ขับเคลื่อนรถเพียงอย่างเดียว แต่ถ้าเลยความเร็ว 30-40กม./ชม. ทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน พร้อมสอดประสานให้กำลังอย่างนุ่มนวล ซึ่งการขับขี่รวมๆ ผู้เขียนรู้สึกว่า “คัมรี่ ไฮบริด ใหม่”มีพลังจัดจ้านพร้อมอัตราเร่งทันอกทันใจมากขึ้นกว่าเวอร์ชั่นเดิม การขับทางไกลต่างจังหวัดใช้ความเร็วเฉลี่ย 100 - 140 กม./ชม. จะเป็นหน้าที่ของเครื่องยนต์เป็นหลัก และจะส่งกำลังไปเจเนอเรเตอร์ให้แปลงเป็นไฟฟ้าไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่ แต่ก็มีหลายช่วงที่มอเตอร์ไฟฟ้าจะเข้ามาทำงานช่วยเครื่องยนต์ โดยเฉพาะจังหวะเร่งแซง หรือเพิ่มความเร็วอย่างกะทันหัน ซึ่งลักษณะนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระของเครื่องยนต์ได้ระดับหนึ่ง




    สำหรับ “คัมรี่ ไฮบริด ใหม่” ยังเพิ่มระบบ ECO โหมด และ EV โหมด เหมือนกับรถไฮบริดหลายๆ รุ่น อย่าง ECO โหมด ก็จะลดการตอบสนองของเครื่องยนต์ พร้อมจัดการระบบแอร์ หรือใช้มอเตอร์ไฟฟ้าให้ทำงานมากหน่อย (ขึ้นอยู่กับปริมาณไฟฟ้าในแบตเตอรี่) เพื่อการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าและกินน้ำมันน้อยที่สุด ขณะที่โหมด EV จะใช้พลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนรถเพียงอย่างเดียว โดยวิ่งได้ไม่เกิน 45 กม./ชม. และถ้าเกินจากความเร็วนี้ไป ระบบจะตัดให้เครื่องยนต์ทำงาน

    จุดเด่นอีกจุดหนึ่งก็คือ ระบบช่วงล่างที่ทางผู้เขียนรู้สึกว่าโตโยต้าจะเซ็ทมาหนึบกว่ารุ่นเดิม โดยโครงสร้างด้านหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังเป็นหลังดูอัลลิงค์ การใช้ความเร็วระดับ 100 กม./ชม.ขึ้นไป ไม่ว่าจะทางตรงหรือโค้งยาวรถตัวรถยังทรงตัวนิ่งไม่ออกอาการ ซึ่งประเด็นนี้เห็นวิศวกรโตโยต้าบอกว่า เฉพาะรุ่นไฮบริดนอกจากจะเซ็ทช่วงล่างใหม่แล้ว ยังเสริมแผ่นรีดลมใต้ท้องรถมาให้ถึง 6 จุด




    ด้านความปลอดภัย “คัมรี่ ไฮบริด ใหม่” มีมาให้ครบถ้วน ทั้ง ดิสก์เบรก 4 ล้อ รับบป้องกันล้อล็อก ABSระบบกระจายแรงเบรก EBD ระบบเสริมแรงเบรก BA และถุงลมนิรภัยคู่หน้า ถือเป็นมาตรฐานของ “คัมรี่ ใหม่” ทุกรุ่น แต่ในรุ่นไฮบริดจะเสริม ถุงลมนิรภัยด้านข้าง ระบบควบคุมการทรงตัว VSC และระบบบป้องกันรถไหล HAC มาให้ด้วย สำหรับฟีลลิ่งของการเบรกความรู้สึกก็คล้ายๆ กับ “คัมรี่ ไฮบริด” รุ่นเก่าและรถไฮบริดทั่วไปคือ เป็นเบรกไฟฟ้าที่จะมีการจำลองแรงต้าน เวลาเบรกอาจจะรู้สึกว่าแป้นเบรกแข็งๆ จังหวะกดไม่หน่วงหรือสัมพันธ์กับระยะชะลอหยุด แต่จริงๆแล้วถ้าลองขับไปสักพักจนเคยชิน



    สรุป...ต้องบอกว่าระบบไฮบริดของโตโยต้าถือเป็นนวตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีมากอยู่แล้ว พอนำเข้ามาประกอบร่างเข้ากับรถยนต์อย่าง “คัมรี่ ไฮบริด” และมีการพัฒนาต่อ เพิ่มเติมสมรรถนะที่เร้าใจ พร้อมช่วงล่างที่มีการปรับปรุงใหม่ บวกกับออปชั่นอำนวยความสะดวก และระบบความปลอดภัยที่ใส่มาให้ครบชุด ด้วยราคาค่าตัว (TOP) ที่ 1,869,000 บาท ลองดูเอาแล้วกันครับว่ามันคุ้มค่ามากขนาดไหน ถ้าถามผมโดยส่วนตัวกับ “คัมรี่ ไฮบริด ใหม่” ที่อยู่ด้วยกันหลายวัน ขอบอกว่าถ้ามีเงินซื้อก็ซื้อแน่นอนครับ


     
      
    view